คู่มือสำหรับแบรนด์ เทคนิคเลือกฟิล์มม้วนพิมพ์ลาย PacGo ให้เหมาะกับสินค้า

ฟิล์มม้วนพิมพ์ลายคืออะไร

ฟิล์มม้วนพิมพ์ลายเป็นวัสดุบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนที่ผลิตมาในรูปแบบม้วนต่อเนื่อง เพื่อนำไปใช้กับเครื่องบรรจุอัตโนมัติ เช่น เครื่อง Form-Fill-Seal (FFS) เครื่องห่อแนวนอน และเครื่องบรรจุแนวตั้ง โดยฟิล์มม้วนต่างจากถุงหรือซองสำเร็จรูปตรงที่ตัวฟิล์มจะถูกป้อนเข้าสู่เครื่องอย่างต่อเนื่อง จากนั้นเครื่องจะขึ้นรูป บรรจุสินค้า ซีล และตัดแยกออกเป็นแต่ละชิ้น จึงเหมาะกับสินค้าที่มีปริมาณการผลิตตั้งแต่ระดับกลางไปจนถึงจำนวนมาก

สำหรับแบรนด์ที่เลือกใช้ PacGo ฟิล์มพิมพ์ลายสามารถทำหน้าที่ทั้งในด้านการบรรจุสินค้าและการสื่อสารแบรนด์ ปัจจุบัน HOEI มีทั้งงานพิมพ์ดิจิทัลและกราเวียร์ผ่าน PacGo ทำให้เลือกวิธีพิมพ์ตามปริมาณงาน งบประมาณ และรายละเอียดของดีไซน์ได้ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ควรตรวจสอบกับสเปกของเครื่องบรรจุให้เรียบร้อยก่อนเริ่มผลิต โดยสิ่งที่ต้องกำหนดก่อนผลิตฟิล์มม้วน ได้แก่

  • หน้ากว้างฟิล์ม กำหนดตามเครื่องบรรจุและขนาดของบรรจุภัณฑ์เมื่อขึ้นรูปแล้ว
  • ความหนาฟิล์ม เลือกตามโครงสร้างวัสดุ คุณสมบัติ Barrier การซีล และข้อกำหนดของเครื่องจักร
  • ความยาวและเส้นผ่านศูนย์กลางของม้วน ต้องสัมพันธ์กับขนาดที่เครื่องรองรับและความถี่ในการเปลี่ยนม้วน
  • ขนาดแกนม้วน ต้องพอดีกับชุดคลายม้วนของเครื่องบรรจุ
  • ระยะซ้ำของงานพิมพ์ หรือ Print Repeat ต้องตรงกับความยาวของบรรจุภัณฑ์และตำแหน่งตัด

ทำไมคุณภาพการผลิตฟิล์มจึงสำคัญ

คุณสมบัติของฟิล์มม้วนมีผลโดยตรงทั้งต่อคุณภาพของบรรจุภัณฑ์และการทำงานของเครื่อง หากความหนา แรงตึง การซีล หรือโครงสร้างวัสดุไม่สม่ำเสมอ อาจทำให้ฟิล์มวิ่งไม่ตรง รอยซีลไม่คงที่ หรือควบคุมไลน์บรรจุได้ยากขึ้น 

เนื้อฟิล์มสม่ำเสมอ ช่วยให้ไลน์บรรจุรันได้ต่อเนื่อง

ความหนาและคุณสมบัติทางกายภาพของฟิล์มควรคงที่ตลอดทั้งม้วน เมื่อฟิล์มมีลักษณะสม่ำเสมอ เครื่องก็สามารถควบคุมตำแหน่ง แรงตึง การขึ้นรูป และการซีลได้ง่ายขึ้น เนื่องจากสินค้าที่ต้องป้องกันความชื้น ออกซิเจน หรือแสง ยังต้องเลือกโครงสร้างวัสดุที่รักษาคุณสมบัติ Barrier ได้เหมาะสมตลอดอายุการเก็บรักษาที่กำหนดไว้

แนวทางของ HOEI จึงเริ่มจากการเลือกโครงสร้างวัสดุตามลักษณะของสินค้าแต่ละประเภท แทนที่จะใช้โครงสร้างเดียวกับสินค้าทุกชนิด

ตำแหน่งงานพิมพ์ต้องฟิตพอดีกับตัวฟิล์ม

ตำแหน่งของกราฟิกบนฟิล์มต้องคงที่ขณะที่ฟิล์มผ่านกระบวนการผลิตและเครื่องบรรจุ หากฟิล์มยืดตัวมากเกินไปหรือแรงตึงไม่นิ่ง ตำแหน่งของภาพ พื้นที่ซีล Registration Mark และจุดตัดอาจคลาดเคลื่อนได้ ด้วยเหตุนี้ การออกแบบงานพิมพ์กับคุณสมบัติของฟิล์มจึงควรพิจารณาไปพร้อมกัน ไม่ควรแยกเป็นคนละส่วนตั้งแต่ต้น

กระบวนการผลิตแบบไร้รอยต่อ ช่วยให้คุมคุณภาพได้ง่ายขึ้น

เมื่อการเลือกวัสดุ งานพิมพ์ การลามิเนต และการแปรรูปถูกวางแผนร่วมกัน การตรวจหาสาเหตุเมื่อเกิดปัญหาก็ทำได้ง่ายขึ้น การประเมินจึงไม่ควรดูเฉพาะว่างานพิมพ์ออกมาสวยหรือไม่ แต่ต้องดูด้วยว่าโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดทำงานอย่างไรระหว่างการบรรจุ การซีล การขนส่ง และการเก็บรักษา

ฟิล์มแบบไหนใช้กับงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์

การเลือกวัสดุฟิล์มมีผลต่อการปกป้องสินค้า รูปลักษณ์ การซีล และการทำงานร่วมกับเครื่องบรรจุ จึงไม่มีโครงสร้างใดที่เหมาะกับสินค้าทุกประเภท

BOPP สำหรับงานที่ต้องการความใสและความแข็งของฟิล์ม

BOPP หรือ Biaxially Oriented Polypropylene เป็นวัสดุที่ใช้กันแพร่หลายในบรรจุภัณฑ์แบบอ่อน เพราะมีความใส ค่อนข้างแข็ง และป้องกันความชื้นได้ดี โดยมากขึ้นอยู่กับโครงสร้างที่เลือก BOPP สามารถใช้กับสินค้าอย่างขนม ขนมหวาน และอาหารแห้งประเภทต่าง ๆ หรือใช้ร่วมกับฟิล์มชนิดอื่นเมื่อต้องการเพิ่มคุณสมบัติ Barrier หรือการซีล

PE สำหรับความยืดหยุ่นและการซีล

Polyethylene เช่น LDPE และ LLDPE นิยมใช้ในงานที่ต้องการความยืดหยุ่นและการซีลด้วยความร้อน อย่าง PE สามารถใช้เป็นฟิล์มชั้นเดียวในงานบางประเภท หรือใช้เป็นชั้นซีลด้านในของโครงสร้างลามิเนต การเลือกเกรดและความหนาต้องดูจากตัวสินค้า เงื่อนไขการซีล และเครื่องจักรที่ใช้จริง

ปกป้องสินค้าด้วยโครงสร้างฟิล์มลามิเนตหลายชั้น

สินค้าที่ต้องป้องกันออกซิเจน ความชื้น การสูญเสียกลิ่น หรือแสงมากเป็นพิเศษ อาจต้องใช้ฟิล์มลามิเนตที่นำวัสดุหลายชั้นมาทำงานร่วมกัน ตัวอย่างโครงสร้างอาจประกอบด้วย

  • ฟิล์มชั้นนอกสำหรับงานพิมพ์
  • ชั้น Barrier
  • ชั้นด้านในสำหรับสัมผัสอาหารและการซีล

บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนของ HOEI หลายรูปแบบใช้โครงสร้างลามิเนตในลักษณะนี้ เพื่อเลือกคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชั้นให้เหมาะกับสินค้า ซึ่งโครงสร้างที่ใช้ควรพิจารณาจากอายุการเก็บรักษา ส่วนประกอบของสินค้า สภาพแวดล้อมในการจัดเก็บ การขนส่ง วิธีบรรจุ และข้อกำหนดของตลาดที่จะนำสินค้าไปจำหน่าย

ฟิล์มพิมพ์ลายช่วยงานแบรนด์ได้อย่างไร

งานพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ไม่ได้มีหน้าที่แค่วางโลโก้ลงบนสินค้า ดีไซน์ต้องสื่อสารข้อมูลได้ชัดเจนและยังต้องทำงานร่วมกับโครงสร้างของบรรจุภัณฑ์ได้ด้วย

ช่วยให้สินค้าจดจำได้ง่ายขึ้นบนชั้นวาง

ฟิล์มพิมพ์ลายทำให้แบรนด์ควบคุมสี กราฟิก ข้อมูลสินค้า และลำดับการมองเห็นบนบรรจุภัณฑ์ได้ เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่ทำให้แพ็กเกจดูสวยขึ้น แต่ต้องช่วยให้ผู้ซื้อเข้าใจได้เร็วว่าสินค้าเป็นแบรนด์อะไร เป็นสินค้าประเภทไหน มีรสชาติหรือสูตรอะไร และข้อมูลไหนควรเห็นเป็นอันดับแรก แนวคิดนี้สอดคล้องกับบทความของ HOEI เรื่อง จิตวิทยาสีกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์อาหาร ที่ให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านบรรจุภัณฑ์มากกว่าความสวยเพียงอย่างเดียว

รวมข้อมูลสินค้าไว้บนบรรจุภัณฑ์

การวางข้อมูลไว้ในงานพิมพ์ตั้งแต่ต้น ทำให้จัดองค์ประกอบบนบรรจุภัณฑ์ได้เป็นระบบ และลดขั้นตอนการติดฉลากเพิ่มเติมภายหลัง โดยข้อมูลที่สามารถรวมไว้บนฟิล์มได้ เช่น

  • ส่วนประกอบ
  • ข้อมูลโภชนาการ
  • วิธีเตรียมหรือวิธีใช้
  • สูตรหรือรุ่นของสินค้า
  • ข้อมูลหลายภาษา
  • บาร์โค้ดและ QR Code
  • ข้อมูลตามข้อกำหนดของแต่ละตลาด

ส่วนข้อมูลที่เปลี่ยนไปในแต่ละรอบการผลิต เช่น วันที่ เลขล็อต หรือรหัสสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ โดยทั่วไปจะพิมพ์เพิ่มระหว่างขั้นตอนบรรจุด้วยเครื่อง Coding ที่เหมาะสม

ปรับดีไซน์ตามปริมาณงานได้ยืดหยุ่นขึ้น

ระบบพิมพ์แต่ละแบบเหมาะกับงานคนละลักษณะ แบรนด์จึงเลือกระหว่างความยืดหยุ่นของงานจำนวนน้อยกับความสม่ำเสมอของงานผลิตจำนวนมากได้ ตัวอย่างเช่น PacGo ที่ใช้งานพิมพ์ดิจิทัลกับงานปริมาณน้อย การเปิดตัวสินค้าใหม่ การทดลองตลาด สินค้าที่มีหลาย SKU หรือดีไซน์ที่อาจเปลี่ยนบ่อย ขณะที่งานกราเวียร์เหมาะกับปริมาณผลิตที่สูงกว่าและงานที่ต้องการควบคุมสีและรายละเอียดให้สม่ำเสมอตลอดการผลิต

ก่อนใช้กับเครื่อง FFS ต้องเช็กอะไรบ้าง

แม้ว่าตัวฟิล์มจะเหมาะกับสินค้า แต่ก็ยังสร้างปัญหาระหว่างการผลิตได้หากขนาดหรือคุณสมบัติทางกายภาพไม่ตรงกับเครื่องบรรจุ ก่อนสั่งผลิตฟิล์มม้วน ควรตรวจสอบรายละเอียดต่อไปนี้

รายการสิ่งที่ต้องตรวจสอบเหตุผล
หน้ากว้างฟิล์มหน้ากว้างที่เครื่องต้องการและขนาดบรรจุภัณฑ์ช่วยให้ฟิล์มวิ่งอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
ขนาดแกนม้วนขนาดแกนจับม้วนของเครื่องเพื่อให้ติดตั้งม้วนกับเครื่องได้
เส้นผ่านศูนย์กลางม้วนสูงสุดพื้นที่และความสามารถของชุดคลายม้วนป้องกันปัญหาม้วนมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่เครื่องรองรับ
ความหนาฟิล์มข้อกำหนดของเครื่องและการขึ้นรูปมีผลต่อการวิ่งของฟิล์มและการขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์
ชั้นซีลอุณหภูมิและระยะเวลาในการซีลช่วยให้รอยปิดมีความสม่ำเสมอ
Print Repeatความยาวบรรจุภัณฑ์และตำแหน่งตัดทำให้งานพิมพ์ตรงกับบรรจุภัณฑ์แต่ละชิ้น
ทิศทางคลายม้วนทิศทาง Artwork และรูปแบบการเดินฟิล์มของเครื่องป้องกันภาพกลับด้านหรืออยู่ผิดตำแหน่ง

ก่อนสรุปโครงสร้างฟิล์ม ควรแจ้งข้อมูลเครื่อง ขนาดบรรจุภัณฑ์เมื่อขึ้นรูปแล้ว ประเภทสินค้า เงื่อนไขการบรรจุ และวิธีซีลให้ผู้ผลิตทราบ เรื่องนี้ยิ่งสำคัญเมื่อเปลี่ยนจากถุงสำเร็จรูป เช่น Stand-up Pouch with Zipper มาใช้ฟิล์มม้วน เพราะขั้นตอนขึ้นรูปและซีลบรรจุภัณฑ์จะย้ายมาเกิดบนไลน์ผลิตของแบรนด์เอง

เลือกงานพิมพ์แบบไหนสำหรับฟิล์มบรรจุภัณฑ์

งานพิมพ์ดิจิทัลและกราเวียร์เหมาะกับลักษณะการผลิตต่างกัน วิธีที่เหมาะควรดูจากปริมาณงาน รายละเอียดของ Artwork จำนวน SKU ความถี่ในการเปลี่ยนแบบ และต้นทุนโดยรวม

Digital Printing สำหรับงานที่ต้องการความยืดหยุ่น

Digital Printing ไม่ต้องใช้ลูกกลิ้งแม่พิมพ์แบบกราเวียร์ จึงเหมาะกับงานปริมาณไม่มากและแบบที่มีโอกาสเปลี่ยนบ่อยฃ อย่าง PacGo ที่ใช้งานพิมพ์ดิจิทัลกับงานประเภทเปิดตัวสินค้าใหม่ ทดลองตลาด หลาย SKU และการผลิตตามจำนวนที่ต้องการ

Digital Printing เหมาะเมื่อ

  • ปริมาณสั่งผลิตไม่สูง
  • Artwork มีโอกาสเปลี่ยนบ่อย
  • กำลังทดลองสินค้าหลาย SKU
  • ไม่ต้องการเก็บสต็อกบรรจุภัณฑ์จำนวนมาก
  • ข้อมูลบนสินค้าเปลี่ยนเป็นระยะ

Gravure Printing สำหรับงานผลิตจำนวนมาก

Gravure Printing ใช้ลูกกลิ้งที่สลักลายเพื่อถ่ายหมึกลงบนฟิล์ม นิยมใช้กับบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนที่ผลิตจำนวนมากและต้องการควบคุมสีหรือรายละเอียดของภาพให้คงที่ เช่น PacGo แนะนำกราเวียร์กับงานปริมาณสูง เนื่องจากสามารถรักษาความสม่ำเสมอระหว่างรอบผลิตได้ดี แต่ต้องมีต้นทุนเริ่มต้นสำหรับการทำลูกกลิ้งพิมพ์

Gravure Printing เหมาะเมื่อ

  • ปริมาณผลิตสูง
  • มีแผนใช้ดีไซน์เดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • ต้องควบคุมสีให้สม่ำเสมอ
  • Artwork มีรายละเอียดหรือการไล่ระดับสี
  • ปริมาณสั่งผลิตมากพอที่จะเฉลี่ยต้นทุนลูกกลิ้งได้

Digital กับ Gravure ต่างกันอย่างไร

ประเด็นDigital PrintingGravure Printing
งานปริมาณน้อยเหมาะกว่าเหมาะน้อยกว่า
ลูกกลิ้งพิมพ์ไม่ต้องใช้ต้องใช้
การแก้ Artworkทำได้ง่ายกว่าอาจต้องทำหรือแก้ลูกกลิ้งใหม่
หลาย SKUยืดหยุ่นสูงเหมาะกับ SKU ที่ผลิตต่อเนื่องจำนวนมาก
ต้นทุนต่อหน่วยเมื่อผลิตจำนวนมากมักสูงกว่าโดยทั่วไปคุ้มค่ากว่า
ความสม่ำเสมอของสีในงานยาวทำได้ดี ขึ้นอยู่กับระบบพิมพ์เหมาะกับงานที่ต้องควบคุมสีต่อเนื่อง

ดังนั้น การเลือกระบบพิมพ์ไม่ควรตัดสินจากตัวอย่างงานพิมพ์ชิ้นแรกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่าแบรนด์จะใช้แบบนั้นนานแค่ไหน ปริมาณผลิตจริงเท่าไร และมีโอกาสแก้ Artwork บ่อยหรือไม่

วางแผน MOQ และต้นทุนบรรจุภัณฑ์อย่างไร

ต้นทุนของฟิล์มพิมพ์ลายไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณวัสดุเพียงอย่างเดียว วิธีพิมพ์ โครงสร้างลามิเนต จำนวนสี ขนาดม้วน ความซับซ้อนของ Artwork และจำนวนที่ผลิต ล้วนมีผลต่อราคาสุดท้าย ซึ่ง PacGo จึงมีทั้งงานพิมพ์ดิจิทัลสำหรับงานปริมาณน้อย และกราเวียร์สำหรับงานที่ผลิตในจำนวนมากขึ้น เวลานำราคาจากผู้ผลิตหลายรายมาเปรียบเทียบ จึงไม่ควรดูเฉพาะราคาต่อชิ้น แต่ควรพิจารณาร่วมกับเรื่องต่อไปนี้

  1. ปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่คาดว่าจะใช้จริง
  2. จำนวน SKU
  3. ความถี่ในการเปลี่ยน Artwork
  4. ปริมาณสต็อกที่ต้องเก็บ
  5. ค่าเตรียมงานหรือค่าลูกกลิ้งพิมพ์
  6. ความเสี่ยงที่บรรจุภัณฑ์เดิมจะเหลือหลังเปลี่ยนดีไซน์
  7. ความเข้ากันได้กับเครื่องบรรจุที่มีอยู่

สำหรับแบรนด์ที่กำลังเติบโต การสั่งจำนวนมากเพียงเพื่อให้ได้ราคาต่อชิ้นต่ำลงอาจทำให้มีสต็อกเหลือเกินความจำเป็น หากภายหลังต้องเปลี่ยนดีไซน์ สูตรสินค้า หรือข้อมูลตามข้อกำหนดต่าง ๆ หากกำลังเปรียบเทียบบรรจุภัณฑ์หลายรูปแบบ สามารถดู บรรจุภัณฑ์ลามิเนตของ HOEI เพิ่มเติม ก่อนตัดสินใจว่าฟิล์มม้วนหรือถุงสำเร็จรูปเหมาะกับกระบวนการผลิตมากกว่า

สรุปสาระ

การเลือกฟิล์มม้วนพิมพ์ลายต้องดูทั้งตัวสินค้า เครื่องบรรจุ โครงสร้างวัสดุ ระบบพิมพ์ ปริมาณสั่งผลิต และโอกาสที่จะเปลี่ยน Artwork ในอนาคต เพราะแต่ละเรื่องเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้น

ที่ Hoei (Thailand) เรามองว่าการกำหนดบรรจุภัณฑ์ควรเริ่มจากวิธีที่สินค้าจะถูกผลิต จัดเก็บ ขนส่ง และวางจำหน่ายจริง หากกำลังเลือกระหว่างฟิล์มม้วนกับบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูปอย่าง Stand-up Pouch with Zipper รูปแบบที่เหมาะไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าชนิดไหนดูดีกว่า แต่ต้องดูว่าวิธีใดเหมาะกับไลน์ผลิต ปกป้องสินค้าได้ตามต้องการ และสอดคล้องกับปริมาณสั่งผลิตจริงมากกว่า

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ฟิล์มม้วนพิมพ์ลายใช้เวลาผลิตนานแค่ไหน

ระยะเวลาผลิตขึ้นอยู่กับวิธีพิมพ์ โครงสร้างลามิเนต การอนุมัติ Artwork ปริมาณสั่งผลิต และกำลังการผลิตของผู้ผลิตในช่วงนั้น Digital Printing มีขั้นตอนเตรียมงานน้อยกว่าเพราะไม่ต้องทำลูกกลิ้งกราเวียร์ ส่วนงาน Gravure ต้องเตรียมลูกกลิ้งก่อนเริ่มพิมพ์ จึงควรสอบถามระยะเวลาผลิตตามสเปกจริงของงาน แทนการยึดระยะเวลามาตรฐานเดียวกับงานทุกประเภท

แบรนด์ที่เพิ่งเริ่มขายสามารถสั่งแบบ Low MOQ ได้ไหม

ได้ โดยเฉพาะงานที่ใช้ Digital Printing PacGo มีงานพิมพ์ดิจิทัลสำหรับการสั่งผลิตจำนวนไม่มาก การเปิดตัวสินค้า การทดลองตลาด และธุรกิจที่ไม่ต้องการเก็บบรรจุภัณฑ์ไว้ในสต็อกจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม MOQ ที่เหมาะสมยังขึ้นอยู่กับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ ขนาด วัสดุ และรายละเอียดงานพิมพ์

ฟิล์มม้วนพิมพ์ลายใช้กับเครื่อง FFS ที่มีอยู่แล้วได้ไหม

ได้ หากกำหนดสเปกฟิล์มให้ตรงกับเครื่อง ก่อนผลิตควรตรวจสอบหน้ากว้าง ขนาดแกน เส้นผ่านศูนย์กลางม้วนสูงสุด ความหนา คุณสมบัติการซีล Print Repeat ทิศทางคลายม้วน และความแข็งของวัสดุให้เรียบร้อย

ต้องเตรียม Artwork แบบไหนสำหรับพิมพ์ฟิล์ม

โดยทั่วไปผู้ผลิตจะต้องการไฟล์ที่พร้อมสำหรับการผลิต โดยเก็บข้อมูล Vector ฟอนต์ ความละเอียดของภาพ ขนาด Dieline และข้อมูลสีไว้อย่างครบถ้วน รายละเอียดของไฟล์อาจต่างกันตามผู้ผลิตและระบบพิมพ์ จึงควรขอสเปก Prepress ก่อนส่งไฟล์สุดท้ายเข้าสู่การผลิต

การพิมพ์บนฟิล์มมีผลต่ออายุสินค้าไหม

งานพิมพ์เพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวกำหนดอายุสินค้า การปกป้องสินค้าขึ้นอยู่กับโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชั้น Barrier คุณภาพของรอยซีล การลามิเนต ลักษณะของสินค้า วิธีบรรจุ และสภาพแวดล้อมในการจัดเก็บ อย่างไรก็ตาม ระบบพิมพ์ หมึก กาว และส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องต้องเหมาะกับโครงสร้างบรรจุภัณฑ์และการใช้งาน เพื่อให้วัสดุทำงานได้ตามที่กำหนดตลอดกระบวนการผลิตและการใช้งาน

Scroll to Top