ซองบรรจุภัณฑ์อาหาร กับกฎ PPWR ที่ SME ไทยส่งออก EU ไม่อาจมองข้ามอีกต่อไป

กฎหมาย PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) ของสหภาพยุโรปเริ่มมีผลตั้งแต่ปี 2025 และภายในปี 2026 บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่จำหน่ายในตลาดยุโรปต้องผ่านข้อกำหนดใหม่ สำหรับ SME ไทยที่ส่งออกหรือกำลังวางแผนจะส่งออก นั่นหมายความว่าซองบรรจุภัณฑ์อาหารที่ใช้อยู่วันนี้อาจไม่เพียงพอต่อมาตรฐานใหม่อีกต่อไป

กฎ PPWR คืออะไร และทำไม SME ไทยต้องรู้ตอนนี้

PPWR คือกฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรปที่ออกแบบมาเพื่อลดขยะบรรจุภัณฑ์และผลักดันให้ระบบบรรจุภัณฑ์เข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มากขึ้น กฎหมายนี้ไม่ได้มองแค่ตัวสินค้า แต่พิจารณาไปถึงโครงสร้างวัสดุ การรีไซเคิลได้จริง และปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในตลาด

ประเด็นสำคัญคือ EU ต้องการให้บรรจุภัณฑ์ รีไซเคิลได้ในระบบอุตสาหกรรมจริง ไม่ใช่แค่รีไซเคิลได้ในเชิงทฤษฎี วัสดุที่มีโครงสร้างซับซ้อนหรือแยกวัสดุยากจึงเริ่มถูกจับตามองมากขึ้น โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์แบบหลายชั้นที่ใช้กันแพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหาร

สำหรับ SME ไทย ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว เพราะหากสินค้าถูกวางจำหน่ายใน EU บรรจุภัณฑ์ต้องผ่านข้อกำหนดเดียวกันทั้งหมด นั่นหมายความว่า การเลือกซองบรรจุภัณฑ์ไม่ได้เป็นแค่เรื่องต้นทุนหรือการปกป้องสินค้าอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขในการเข้าถึงตลาด

ซองบรรจุภัณฑ์อาหารแบบไหนที่ EU ยอมรับหลังปี 2026

ซองบรรจุภัณฑ์อาหารในตลาดปัจจุบันส่วนใหญ่ผลิตจากฟิล์มลามิเนตหลายชั้น เพื่อให้ได้คุณสมบัติด้าน Barrier ที่ช่วยป้องกันออกซิเจน ความชื้น และแสง ซึ่งจำเป็นต่อการรักษาคุณภาพของอาหาร

โครงสร้างฟิล์มที่ใช้กันทั่วไป เช่น

  • PET/PE  โครงสร้างพื้นฐานที่ให้ความแข็งแรงและซีลได้ดี
  • PET/AL/PE  เพิ่มชั้น Aluminum เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันแสงและออกซิเจน
  • NY/PE (Nylon/PE)  เพิ่มความทนทานต่อแรงดึงและการเจาะทะลุ

แต่ในมุมของ EU สิ่งที่กำลังถูกตั้งคำถามไม่ใช่ประสิทธิภาพของบรรจุภัณฑ์ แต่คือ การรีไซเคิลได้จริงหลังการใช้งาน โครงสร้างฟิล์มที่ใช้วัสดุหลายชนิดรวมกันทำให้การแยกวัสดุทำได้ยากในกระบวนการรีไซเคิลอุตสาหกรรม

ด้วยเหตุนี้ หลายแบรนด์ในยุโรปจึงเริ่มปรับไปสู่ mono-material structures เช่น all-PE หรือ all-PP ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ง่ายกว่า

สำหรับ SME ไทย นั่นหมายความว่าการเลือกซองบรรจุภัณฑ์ในอนาคตต้องมองไกลกว่าแค่การปกป้องสินค้า แต่ต้องคิดถึง ปลายทางของวัสดุหลังการใช้งานด้วย

Multi-layer ฟิล์มที่ใช้อยู่ ยังผ่านมาตรฐานใหม่ได้ไหม

โครงสร้างฟิล์มแบบ multi-layer เช่น PET/AL/PE หรือ Nylon/PE ถูกใช้มานานเพราะให้ประสิทธิภาพสูงในการปกป้องสินค้า โดยเฉพาะอาหารที่ต้องการ barrier สูง เช่น อาหารสำเร็จรูป ขนม หรืออาหารแห้ง

ปัญหาคือโครงสร้างเหล่านี้มักผสมวัสดุหลายชนิดเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มคุณสมบัติ เช่น ความแข็งแรง การป้องกันออกซิเจน และการซีล แต่การผสมวัสดุหลายประเภททำให้การรีไซเคิลซับซ้อนมากขึ้น

EU จึงเริ่มผลักดันให้ผู้ผลิตลดความซับซ้อนของโครงสร้างฟิล์ม และพัฒนาโครงสร้างที่ ยังคงรักษา barrier properties ได้ แต่สามารถรีไซเคิลได้จริง

สำหรับ SME ที่ใช้ฟิล์ม multi-layer อยู่ในปัจจุบัน ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าโครงสร้างเหล่านี้ “ผิด” แต่คือ ต้องเริ่มประเมินทางเลือกใหม่ก่อนที่กฎจะมีผลเต็มรูปแบบ

อาเซียนร้อนชื้น ทำไม Spec จากยุโรปอาจไม่พอ

บรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบตามมาตรฐานยุโรปไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสภาพภูมิอากาศแบบเดียวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสมอไป เนื่องจากอุณหภูมิและความชื้นสูงเกือบตลอดปี ทำให้อาหารเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น หากโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ไม่สามารถควบคุมการผ่านของ ออกซิเจนและความชื้น ได้ดีพอ อายุการเก็บรักษาของสินค้าอาจลดลงลงได้

ทำให้ผู้ผลิตต้องหาจุดสมดุลระหว่าง มาตรฐานการรีไซเคิลของ EU กับความสามารถในการปกป้องสินค้าในสภาพภูมิอากาศเขตร้อน

สำหรับ SME ที่ส่งออกสินค้าอาหารจากอาเซียน นี่หมายความว่าการเลือกโครงสร้างฟิล์มไม่สามารถคัดลอกจากยุโรปมาใช้ได้ทันที แต่ต้องมีการออกแบบให้เหมาะกับทั้งตลาดปลายทางและสภาพแวดล้อมของการผลิต

เปรียบเทียบสภาพภูมิอากาศ EU vs อาเซียน และผลต่อ Barrier Requirement

ยุโรปอาเซียน
อุณหภูมิเฉลี่ย15–20°C28–35°C
ความชื้นสัมพัทธ์40–60% RH70–90% RH
Climatic Zone (WHO)Zone IIZone IVb
ความเสี่ยงต่อสินค้าต่ำ–ปานกลางสูง
Barrier requirementมาตรฐานสูงกว่ามาตรฐาน EU

SME ที่ส่งออกจากอาเซียนจึงต้องออกแบบโครงสร้างฟิล์มให้เหมาะกับสภาพการผลิตและการขนส่งจริง ไม่ใช่แค่คัดลอก spec จากยุโรปมาใช้ทันที

SME ที่เริ่มปรับบรรจุภัณฑ์กับ HOEI ได้เปรียบอย่างไ

การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบมักสร้างแรงกดดันให้ธุรกิจ แต่ก็สร้างโอกาสให้กับผู้ที่ปรับตัวเร็วเช่นกัน

SME ที่เริ่มประเมินโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ตอนนี้จะมีเวลาทดลองวัสดุใหม่ ทดสอบอายุการเก็บรักษา และปรับกระบวนการผลิตก่อนที่ข้อกำหนดจะบังคับใช้เต็มรูปแบบ

การเปลี่ยนโครงสร้างฟิล์มไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในข้ามคืน ต้องผ่านการทดสอบจริงทั้งด้าน shelf life และสภาพการขนส่งก่อนใช้งานจริง ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งมีเวลาตัดสินใจได้รอบคอบ ธุรกิจที่รอจนกฎบังคับอาจเหลือเวลาไม่มากพอสำหรับขั้นตอนเหล่านี้

จากประสบการณ์ของ HOEI โรงงานผลิตซองบรรจุภัณฑ์อาหารสำหรับอุตสาหกรรมอาหารมากว่า 30 ปี หากกำลังประเมินโครงสร้างฟิล์มสำหรับตลาดส่งออก เราพร้อมให้คำปรึกษาด้านโครงสร้างฟิล์มที่เหมาะกับทั้งมาตรฐาน EU และสภาพภูมิอากาศอาเซียน

FAQ

1. กฎ PPWR คืออะไร
PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) คือกฎหมายของสหภาพยุโรปที่กำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับบรรจุภัณฑ์ โดยเน้นให้บรรจุภัณฑ์สามารถรีไซเคิลได้จริง ลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ และสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

2. กฎหมาย PPWR จะเริ่มส่งผลกับผู้ส่งออกเมื่อใด
กฎหมายเริ่มมีผลตั้งแต่ปี 2025 และข้อกำหนดหลายส่วนจะถูกนำมาใช้เต็มรูปแบบภายในปี 2026 ซึ่งหมายความว่าบรรจุภัณฑ์ที่ใช้สำหรับสินค้าในตลาด EU ต้องเริ่มปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ก่อนช่วงเวลานั้น

3. ซองบรรจุภัณฑ์อาหารแบบ Multi-layer ยังสามารถใช้ส่งออก EU ได้หรือไม่
โครงสร้างฟิล์มแบบหลายชั้นยังไม่ได้ถูกห้ามทั้งหมด แต่กำลังถูกตรวจสอบมากขึ้น เนื่องจากการรีไซเคิลทำได้ยากกว่าโครงสร้างวัสดุชนิดเดียว (mono-material) ผู้ประกอบการจึงควรเริ่มพิจารณาทางเลือกใหม่ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านการรีไซเคิล

4. ทำไมบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบตามมาตรฐานยุโรปอาจไม่เหมาะกับอาเซียน
สภาพภูมิอากาศในอาเซียนมีอุณหภูมิและความชื้นสูง ซึ่งอาจทำให้อาหารเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น บรรจุภัณฑ์ที่ใช้จึงต้องสามารถควบคุมการผ่านของออกซิเจนและความชื้นได้ดี เพื่อรักษาคุณภาพสินค้าในระหว่างการจัดเก็บและขนส่ง

5. SME ไทยควรเริ่มเตรียมตัวอย่างไรกับกฎ PPWR
ผู้ประกอบการควรเริ่มประเมินโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ที่ใช้อยู่ ศึกษามาตรฐานการรีไซเคิลของ EU และพิจารณาทางเลือกวัสดุหรือโครงสร้างฟิล์มที่เหมาะสม เพื่อให้สินค้ายังสามารถเข้าถึงตลาดยุโรปได้ในอนาคต

แหล่งอ้างอิง

  1. กรมการค้าต่างประเทศ. เกาะติดการยกระดับมาตรการควบคุมบรรจุภัณฑ์ของ EU. https://www.dft.go.th/th-th/NewsList/News-DFT/Description-News-DFT/ArticleId/28582/28582
  2. ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ. PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน. https://www.mtec.or.th/ppwr/
  3. สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป https://agrithai.be/regulation/การสัมมนา-เรื่อง-overview-of-main-eu-packaging-rules-ppwr-for-non-eu-agri-food/
Scroll to Top